งานราชการ

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แฟรนไชส์..เครปเล็ก

แฟรนไชส์
เครปเล็ก ชิ้นละ 10 บาท
ด้วยการสังเกตและเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า กลายเป็นกุญแจสำคัญช่วยให้ธุรกิจ
ขนมเครปยี่ห้อ “Nแอนด์B” ที่เดิมได้รับความนิยมอยู่แล้ว ยิ่งเติบโตมากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ ด้วยการพลิกโฉมจากเครปแผ่นใหญ่ มาทำเป็นเครปขนาดย่อม ใส่บรรจุภัณฑ์สวยงาม พร้อมหยิบซื้อได้ง่ายสะดวกรวดเร็ว ช่วยให้สินค้าตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงใจ และก้าวข้ามจากเป็นแค่ขนมกินเล่นสำหรับเด็กหรือวัยรุ่น สู่สินค้าของฝากสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว

มนุษย์เงินเดือนล่าฝันขอเป็นเถ้าแก่
ธุรกิจเครป Nแอนด์B เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2541 โดยบุญประเสริฐ พู่พันธ์ และณัฐชยา อาจสุรินทร์ ซึ่งเวลานั้น ยังเป็นพนักงานประจำบริษัท ที่โดนลดเงินเดือนจากพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เพื่อจะหารายได้เสริมทดแทนเงินส่วนที่หายไป ประกอบกับมีฝันอยากเป็นเถ้าแก่ จึงลงทุนประมาณ 40,000 บาท เช่าพื้นที่เล็กๆ ในอิมพิเรียล สำโรง ทำธุรกิจขายขนมเครป
“ตอนที่กำลังคิดหาอาชีพเสริม ก็บังเอิญไปกินขนมเครปที่สวนสยาม เกิดถูกใจความอร่อย และรู้สึกว่าเป็นขนมที่วิธีทำมีเสน่ห์ เหมือนขนมแฟชั่น และตอนนั้นในแถบสมุทรปราการ ยังถือว่าแปลกใหม่ พวกเราเลยไปเรียนวิธีทำเครป แล้วเช่าพื้นที่ขายในอิมพิเรียล สำโรง ซึ่งวิกฤตปี 40 อีกด้านก็เป็นโอกาส เพราะก่อนหน้านี้ พื้นที่เช่าจะเต็มหมด และค่าเช่าก็แพงมาก แต่หลังฟองสบู่แตก พื้นที่ก็ว่างลง และค่าเช่าลดจากเดือนละ 3 หมื่นบาทเหลือ 8 พันบาท” บุญประเสริฐ เล่าย้อน ณัฐชยา เสริมต่อว่า ช่วงแรกทำเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับงานประจำ เช้าและเย็นจะดูแลร้านเอง ส่วนกลางวันให้ลูกจ้างเฝ้าร้าน โดยพยายามคิดค้นสูตรวิธีทำเครปให้มีรสชาติแตกต่างจากเครปทั่วไป จนได้แป้งสูตรพิเศษที่เนื้อบางกรอบ ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างมาก ส่งให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และขยายสาขาออกไปอีกหลายแห่ง จนรายได้แซงเงินเดือนประจำไป 2-3 เท่าตัว จึงตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจเครปเต็มตัว


“มินิเครป”เปลี่ยนตลาดสู่ของฝากโดนใจ
บุญประเสริฐ เล่าว่า หลังทำธุรกิจมา 5-6 ปี แม้ทุกสาขาจะมียอดขายน่าพอใจ บางแห่งลูกค้ารุมแน่นถึงขั้นต้องต่อคิว แต่ยังมีข้อคาใจว่า หากเทียบด้านรายได้กับร้านขนมแบรนด์เนม โดยเฉพาะร้านโดนัทเจ้าดัง ร้านเครป Nแอนด์B รายได้ยังต่ำกว่ามาก ทั้งๆ ที่จำนวนลูกค้าแทบไม่ต่างกัน

ใส่ในบรรจุภัณฑ์เหมาะแก่การหยิบซื้อ

ข้อสงสัยดังกล่าว บุญประเสริฐได้กลับมาทบทวนดูพฤติกรรมผู้บริโภคของตัวเอง จนพบจุดอ่อนประการสำคัญของการทำขนมเครป คือ ต้องทำทีละแผ่น ลูกค้าต้องเสียเวลารอนาน และกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ยังจำกัดแค่เด็กและวัยรุ่น เพื่อแก้โจทย์เหล่านั้น เป็นที่มาของไอเดียเพิ่มเติมสินค้าใหม่ โดยปรับเครปให้มีขนาดเล็กลงใส่ในบรรจุภัณฑ์สวยงาม เหมาะซื้อกลับไปเป็นของฝาก ซึ่งการปรับตัวครั้งนี้ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตจากเดิมเป็นทวีคูณ

“จากที่ผมดูพฤติกรรมของลูกค้าพบว่า บางคนพอเห็นคิวยาวก็จะเซ็ง ขี้เกียจรอ ล้มเลิกความตั้งใจจะซื้อ รวมถึง คนกินเครปจะซื้อแล้วถือกิน ทำให้ปริมาณซื้อต่อหน่วยน้อย ผมเลยลองประยุกต์เครปให้มีขนาดเล็ก ทำลักษณะสำเร็จรูปใส่ในบรรจุภัณฑ์ดูดี ลูกค้าก็ไม่ต้องรอสามารถหยิบซื้อได้ทันที พร้อมกันนั้น ในร้านก็ยังทำสดๆ ใหม่ๆ ชิ้นต่อชิ้นควบคู่ไปด้วย เพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้า ซึ่งหลังจากออกมินิเครป ช่วยให้ตลาดกว้างขึ้น โดยระหว่างที่เด็กๆ มาซื้อเครปแผ่นใหญ่ พ่อแม่ที่มาด้วยกันก็จะไปเลือกซื้อมินิเครปกลับไปเป็นของฝาก โดยเฉลี่ยลูกค้าที่เข้าร้านจะมีอัตราซื้อสูงขึ้น ครั้งละ 5 ชิ้นขึ้นไป อีกทั้ง ยังขยายตลาดไปสู่การรับทำตามออเดอร์ ส่งตามงานสัมมนาต่างๆ โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ ช่วยกระตุ้นยอดขายให้สูงกว่าเดิม 2-3 เท่าตัว มียอดขายมากกว่า 1 แสนชิ้นต่อเดือน” เจ้าของธุรกิจ เผย

ณัฐชยา อธิบายว่า แป้งของมินิเครป ลักษณะจะหนานุ่ม อยู่ตรงกลางระหว่างแป้งขนมโตเกียวและขนมเครป มีไส้ให้เลือกทั้งคาวและหวานกว่า 15 ไส้ ทำให้ตอบความชอบของสมาชิกในครอบครัวได้ครบถ้วน เช่น น้ำพริกเผา ไส้กรอก พิซซ่าแฮม สังขยา สตรอเบอรี่ เป็นต้น ขายราคาย่อมเยา ชิ้นละ 10 บาท เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายกระเป๋าที่จะซื้อไปเป็นของฝาก นอกจากนั้น ในร้านยังมีเมนูอื่นๆ ได้แก่ ไส้กรอกทวิน ซึ่งเป็นไส้กรอกเกรดพรีเมียมม้วนด้วยแป้งเครป ชุดละ 2 ชิ้น ขาย 39 บาท ซูเปอร์เครป ให้เลือกได้ 2 ไส้ ราคาชิ้นละ 25 บาท (เพิ่มไส้ละ 5 บาท) และเครปหน้าพิซซ่า ราคาชิ้นละ 30 บาท
แตกไลน์แฟรนไชส์กระจายความบูม
จากอาชีพเสริมเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เมื่อปี พ.ศ.2551 ยกระดับเป็นบริษัท เอ็น แอนด์ บี พิซซ่าเครป จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีร้านสาขาของตัวเอง 15 แห่ง พนักงานประจำ 70 คน อีกทั้ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว (2552) ได้เปิดขายแฟรนไชส์ที่เน้นทำเลในดิสเคาน์สโตร์ ด้วยเงินลงทุน 49,000 บาท นับถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีสาขาสมาชิกแฟรนไชส์ทั่วประเทศแล้วถึง 90 จุด

เครปแผ่นใหญ่ สูตรแป้งบางกรอบ บุญประเสริฐ ให้เหตุผลการขายแฟรนไชส์เพราะเห็นว่า จะเกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ผู้ลงทุนได้มีอาชีพสร้างรายได้ ขณะเดียวกันเมื่อมีจุดขายมากขึ้น กำลังซื้อวัตถุดิบต่างๆ ย่อมจะสูงตามไปด้วย ทำให้บริษัทมีศักยภาพต่อรองซื้อวัตถุดิบได้ในราคาถูกลง สำหรับการคุมคุณภาพแฟรนไชส์นั้น จะจัดอบรมก่อนเปิดร้าน มีทีมที่ปรึกษาด้านทำเล ทีมซุ่มตรวจคุณภาพ ประกอบกับดูยอดและปริมาณการสั่งวัตถุดิบของแต่ละสาขา ซึ่งจะรู้ถึงพฤติกรรมความเอาใจใส่ของสมาชิกแต่ละสาขา โดยที่ผ่านมา จากแฟรนไชส์ 90 สาขา มีอัตราปิดตัวเพียง 2 แห่ง ซึ่งเกิดจากปัญหาส่วนตัว ไม่ได้เกิดจากปัญหาธุรกิจ สำหรับกำไรเหลือจากยอดขายต่อหน่วย หักเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบอยู่ที่ 50% (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าพนักงาน ค่าไฟฟ้า เป็นต้น) ส่วนอัตราคืนทุนจะขึ้นอยู่กับทำเล เฉลี่ยประมาณ 1-3 เดือน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของแฟรนไชส์นั้น บุญประเสริฐ ระบุว่า เดิมให้สมาชิกซื้อวัตถุดิบต่างๆ เอง ตามสเปกและยี่ห้อที่บริษัทกำหนด แต่เนื่องจากมีสมาชิกบางรายทำผิดข้อตกลง ทำให้ขนมไม่ได้คุณภาพเหมือนต้นตำรับ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อแบรนด์ ดังนั้น นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป ได้ปรับสัญญา กำหนดให้แฟรนไชซีต้องรับวัตถุดิบทั้งหมดจากส่วนกลาง ซึ่งจะเป็นราคาที่ถูกกว่าหาซื้อเองตามท้องตลาด รวมถึง พิจารณาต่อสัญญาปีต่อปี ในรายที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จะไม่ได้รับสิทธิ์ต่อสัญญา ตั้งเป้าอินเตอร์แบรนด์ ขายทะลุ 10 ล้านชิ้นต่อปี บุญประเสริฐ ยอมรับว่า ขณะนี้ มีผู้สนใจรอต่อคิวขอซื้อแฟรนไชส์อีกไม่ต่ำกว่า 100 ราย อย่างไรก็ตาม จะพยายามคัดกรองผู้ร่วมธุรกิจให้ดีที่สุด โดยปล่อยแฟรนไชส์ให้เฉพาะผู้เหมาะสมและตั้งใจจริงๆ เพื่อป้องกันแบรนด์สูญเสียคุณภาพ ในส่วนการผลิต บริษัทยังมีความพร้อมอีกสูง สามารถป้อนวัตถุดิบรองรับได้ถึง 200 สาขา สำหรับเป้าของธุรกิจ ภายในประเทศ จะขยายสาขาถึงสูงสุด 200 สาขา ในอีก 2 ปี และเพิ่มยอดขายขนมให้ถึง 10 ล้านชิ้นต่อปี จากนั้น เมื่อตลาดในประเทศแข็งแรงแล้ว จะยกระดับสู่อินเตอร์แบรนด์ นำแฟรนไชส์ Nแอนด์B ไปบุกตลาดเพื่อนบ้านต่อไป


สรุปการลงทุนแฟรนไชส์ “Nแอนด์B”

1. เงินลงทุน 49,000 บาท ได้รับคีออส พร้อมอุปกรณ์พร้อมเปิดร้าน รวมถึง การฝึกอบรมความรู้ ทั้งภาคทฤษฏี และปฏิบัติต้องผ่านการสัมภาษณ์เพื่อพิจารณาการร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ โดยจะเน้นดูจากความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ความพร้อมด้านเงินลงทุน เวลาในการดูแลธุรกิจ และความเชื่อมั่นใจสินค้าของบริษัท
2. ต้องรับวัตถุดิบจากบริษัท และปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา
3.กำไรต่อหน่วย ประมาณ 50% (คิดเฉพาะวัตถุดิบ ยังไม่รวมค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน ฯลฯ)
4.ทำเลที่เหมาะสม ควรอยู่ในพื้นที่คนเดินผ่าน หรือทางเข้าออกประตู เหมาะที่ลูกค้าอยากซื้อกลับไปฝาก หรือซื้อกลับไปกินที่บ้าน
5. ทำเลต้องห้าม ไม่ควรอยู่ในศูนย์อาหาร เพราะธรรมชาติของผู้บริโภค เมื่อกินอาหารหลักจนอิ่มแล้ว มักจะไม่ค่อยซื้อขนมกลับบ้าน
6. แฟรนไซซอร์ สนับสนุนแฟรนไซซี โดยทำประชาสัมพันธ์ผ่านการลงโฆษณาทางนิตยสาร และสื่อต่างๆ
7. พิจารณาต่อสัญญาปีต่อปี ในรายที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จะไม่ได้รับสิทธิ์ต่อสัญญา
8. อัตราคืนทุนขึ้นอยู่ที่ทำเลร้าน โดยเฉลี่ยประมาณ 1-3 เดือน


โทร.0-2334-2188 หรือ www.nbpizzacrepe.co.th

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แฟรนไชน์กับร้านสารพัดบริการ..วินเซ็นท์

ผู้นำร้านสารพัดบริการครบวงจร รายแรกของไทยเมื่อเอ่ยถึงร้านสะดวกซื้อ คงจะนึกถึงภาพร้านค้าสมัยใหม่ที่เน้นขายสินค้า แต่หากจะนึกถึงร้านที่ขายบริการหลาย ๆ อย่างแบบสะดวกซื้อ คงต้องนึกถึงผู้ปูทางธุรกิจร้านสารพัดบริการรายแรกของไทย กับธุรกิจบริการแนวใหม่ “ ร้านวินเซ็นท์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส” สุดยอดมินิมาร์ทด้านบริการของเมืองไทย ที่รวมบริการหลายอย่างไว้มากที่สุดในขณะนี้บริการครบเครื่อง ตรงใจ
วินเซ็นท์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส แบ่งภาคการให้บริการออกเป็น 9 ประเภทได้แก่
1.บริการงานไปรษณีย์ชุมชน
2.บริการจุดรับชำระเงิน( Pay Counter)
3.บริการจองตั๋วเดินทาง (Travel Booking)
4.ศูนย์ประกันวินาศภัยและบริการด้านรถยนต์
5.ศูนย์ถ่ายเอกสารครบวงจร( Copy Center Service)
6.ศูนย์ถ่ายรูปด่วนดิจิตอล (Digital Photo)
7.ศูนย์เติมหมึกเครื่องพิมพ์
8.เครื่องเติมเงินออนไลน์
9.บริการสินเชื่อ - บัตรเครดิต

บริษัท วินเซ็นท์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด เริ่มจากการรับวางระบบและเป็นที่ปรึกษาในธุรกิจนี้ จนมีเครือข่ายของร้านที่ผ่านมือการจัดการของบริษัทฯ ไปจำนวนไม่น้อย และได้เรียนรู้ปัญหา สร้างประสบการณ์ให้กับทีมงานของบริษัทฯเป็นอย่างมาก นี่เป็นนโยบายที่ดีมาก เพราะหากบริษัทฯแม่ที่คิดจะขยายงานระบบแฟรนไชส์ไม่เข้มแข็ง โอกาสที่แฟรนไชส์ซี จะล้มเหลวย่อมมีสูง เมื่อวินเซ็นท์ฯ เข้มแข็งมากขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็ได้พัฒนาขึ้นมาสู่ระบบธุรกิจกึ่งแฟรนไชส์ ซึ่งถือเป็นขั้นสุดท้าย ก่อนก้าวเข้าสู่การขยายงานแบบธุรกิจแฟรนไชส์เต็มรูปแบบในปลายปี 2547 คุณจิรภัทร สำเภาจันทร์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า “เรามั่นใจในระบบธุรกิจใหม่ของเราที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ระบบการทำงานที่ดี ทีมงานมีประสบการณ์ระดับมืออาชีพ พร้อมจะดูแลเถ้าแก่มือใหม่ได้อย่างมั่นใจ” ภายหลังเมื่อเซ็ตระบบการทำงานตามขั้นตอนลงตัวเป็นมาตรฐาน “วินเซ็นท์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส” ในรูปแบบระบบธุรกิจแฟรนไชส์จึงเกิดขึ้น ซึ่งลูกค้าแฟรนไชซีมั่นใจในพนักงานน้อย ระบบการบริหารจัดการที่ดี กิจกรรมการให้บริการที่หลากหลาย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ควบคุมความเสี่ยง เป็นธุรกิจขายงานบริการที่จำเป็นมีลูกค้าแน่นอน ตลอดจนคู่แข่งทางตรงน้อย ไม่ต้องวางแผนการตลาดที่ซับซ้อน หรือกลัวการตัดราคาซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ปีที่ 5 พร้อมก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจร้านสารพัดบริการอย่างมั่นคง ภายใต้แนวความคิดการบริการแบบครบวงจร ด้วยวิธีบริการเบ็ดเสร็จ(One Stop Service) โดยมีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถรองรับความต้องการลูกค้าได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็สามารถครองความไว้วางใจจากผู้ลงทุน เกิดเป็นหลักการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นทั้งแฟรนไชซีและบริษัทเจ้าของสิทธิ์ หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์ Win-Win Strategy และอาศัยความโปร่งใสสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน

ธุรกิจใหม่ในร้านบริการ เพิ่มขึ้นตลอดเวลาคุณจิรภัทร เล่าต่อว่า ปัจจุบันวินเซ็นท์ได้ขยายรูปแบบบริการมากขึ้น รองรับกับกระแสเทคโนโลยี ด้วยการจับมือกับเครื่องเติมเงินออนไลน์ e-Pay จำหน่ายบัตรโทรศัพท์ ชั่วโมงอินเตอร์เน็ต และเกมออนไลน์ ทำให้ร้านทันสมัยมากขึ้น ในปัจจุบัน ร้านวินเซ็นท์ฯ ยังมีบริการด้านการทำบัตรเครดิต และสินเชื่อเงินสดให้กับธนาคารและสถาบันการเงินอีก 11 แห่ง ซึ่งร้านแฟรนไชส์ เพียงแค่รวบรวมเอกสารของลูกค้าเพียงเล็กน้อยพร้อมใบสมัครและส่งมายังบริษัทฯแม่ จากนั้นเราจะส่งไปยังสถาบันการเงินเพื่ออนุมัติ จากนั้นเมื่อผลอนุมัติออกมา ทางแฟรนไชส์ซีก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่น ในอัตราที่ไม่น้อยทีเดียว โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการติดตามทวงถามหนี้แต่ประการใด เราเรียกธุรกิจนี้เก๋ ๆ ว่า “ธุรกิจชวนคนเป็นหนี้”

ทุกวันนี้ต้องบอกว่า ใครที่ลงทุนกับวินเซ็นท์ฯ จะคุ้มค่ามาก ๆ เพราะ
1. บริษัทมีอำนาจการต่อรองกับผู้ค้าและพันธมิตรมากเนื่องจากเรามีการรวมกลุ่มเข้มแข็ง มีจำนวนการขายและสั่งซื้อมาก
2. ช่วยให้แฟรนไชน์ทำเงินมากขึ้น โดยใช้งบเท่าเดิมเพราะเรามีธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติมตลอดเวลา ผู้นำใน
การสร้างมาตรฐานใหม่ เสนอจุดต่างอย่างสม่ำเสมอกรรมการผู้จัดการบริษัท วินเซ็นท์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน กลายเป็นข้อดีจูงใจผู้สนใจลงทุน ประกอบด้วย
1. ฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ ทางวินเซ็นท์ฯ ได้ลงทุนพัฒนาศูนย์ฝึกอบรม ในรูปแบบห้องปฏิบัติการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ (Lab Computer) เพื่อฝึกอบรมผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ใหม่เป็นประจำทุกเดือน

2. การนำระบบซอฟท์แวร์มาช่วยระบบการจัดการภายในร้าน โดยใช้เงินลงทุนและเวลาในการพัฒนาระบบเป็นรายแรก ที่ดำเนินการสร้างระบบจากปัญหาจริง ๆ โดยระบบเน้นการบริการรวดเร็ว ลดความผิดพลาด ได้รับความน่าเชื่อถือจากลูกค้า ผ่านโปรแกรม One Stop Service V2.0
3. บริการพิเศษระหว่างดำเนินกิจการ เป็นระบบการให้บริการที่ช่วยให้แฟรนไชส์ซีอุ่นใจได้ ว่าปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน จะได้รับคำแนะนำและแก้ไขทันท่วงทีจาก 8 บริการหลังการขายด้วยกัน
ผลตอบแทนการลงทุนที่น่าสนใจ

เมื่อกล่าวถึงอัตราการให้ผลตอบแทนการลงทุนนั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจที่วินเซ็นท์ฯ นำมาใส่ไว้ในร้านสารพัดบริการ เป็นธุรกิจที่มีการทำการอยู่แล้ว พบเห็นได้ทั่วไป แต่ด้วยไอเดียบวกดีกรีวินเซ็นท์ ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะไปรอด คุณจิรภัทรกล่าวว่า “ ลองคิดเล่น ๆ ดูนะครับว่า ธุรกิจไปรษณีย์เอกชน เราพบเห็นกันทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าที่ค่าเช่าแพงแสนแพงก็อยู่กันได้ ส่วนจุดรับชำระเงิน เราพบเห็นตามร้านสะดวกซื้อชื่อดังก็โตขึ้นทุกปี ถ้าศูนย์ประกันภัย พรบ. เราเห็นกันเยอะแยะตามอาคารพาณิชย์ อู่ซ่อมรถ ในเรื่องจองตั๋วก็คงเคยเห็นเอเย่นต์ขายตั๋วเครื่องบินบ่อย ถ้าถ่ายรูปด่วน หรือถ่ายเอกสารก็เคยเห็นตามแล็ปสี หรือเห็นทั่วไปตามชุมชน ดังนั้นธุรกิจที่แฟรนไชส์วินเซ็นท์ทำ เป็นธุรกิจที่มีกันอยู่แล้ว แต่แยกกันอยู่แยกกันทำ ก็เห็นว่า ธุรกิจต่าง ๆ อยู่กันได้ดี ถ้ามารวมกันในร้านเดียวรูแบบวินเซ็นท์ฯ ใส่ระบบจัดการดี ๆ ใช้พนักงานน้อยๆ ทำไมจะไม่รวยล่ะ ! ”ลงทุนอย่างมืออาชีพกับเงื่อนไขพิเศษสำหรับรูปแบบการลงทุนแฟรนไชส์ “วินเซ็นท์ เซ็นเตอร์ เซอร์วิส” เริ่มต้นงบประมาณการลงทุนทั้งสิ้น 255,000 – 450,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและการตกแต่ง (รวมอุปกรณ์ทั้งหมด , การวางระบบ,การฝึกอบรม , โปรแกรมซอฟแวร์ ,การตกแต่งป้าย,เคาน์เตอร์ ,ระบบคอมพิวเตอร์,อุปกรณ์สำนักงาน,เครื่องใช้สิ้นเปลือง) ซึ่งไม่มีค่าแฟรนไชส์แรกเข้า และงบประมาณลงทุนสามารถร่วมหารือและกำหนดร่วมกันกับผู้ลงทุนได้ตามสถานที่ที่เหมาะสมขนาดพื้นที่ของร้าน จะเป็นอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง หรือบูธในห้างสรรพสินค้า พื้นที่ประมาณ 12 – 50 ตารางเมตร สามารถทำธุรกิจของวินเซ็นท์ฯครบทุกตัว หรืออาจทยอยเริ่มทำธุรกิจตัวหลักก่อนได้ตามความเหมาะสมขณะนี้ วินเซ็นท์ เซ็นเตอร์เซอร์วิส ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว สยายปีกทั่วประเทศมีร้านแฟรนไชส์ไปแล้วมากกว่า 80 แห่ง เรียกกว่ามากที่สุดในกลุ่มธุรกิจด้านบริการแขนงนี้ และตั้งเป้าในปี 2549 มีสาขาเพิ่มอีก 85 สาขา รวมเป็นทั้งหมด 150-200 สาขา มีธุรกิจใหม่เพิ่มเติมในร้านตลอดเกือบทุกเดือน มีพนักงานแผนกดูแลลูกค้าร้านแฟรนไชส์ซีโดยตรง และมีแนวโน้มเติบโตเป็นขั้นเป็นตอนอย่างพอเพียง เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงที่สุด อันจะก้าวไปสู่มาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่า...

สนใจสอบถามข้อมูล/ บริษัท วินเซ็นท์ เซ็นเตอร์เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด

www.winsent.com
โทร. 02-3774524 , 02-7329846 , 01-2072196-7 , 09-7407927
E-mail :marketing@winsent.com